ความทรงจำครั้งหนึ่งของคนกรุง...ยิ้มสู้ภัยน้ำท่วม



เกริ่นนำโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก คุณ Pollutor

          จนถึงวันนี้...พื้นคอนกรีตของถนนหลายสายในกรุงเทพมหานครคงกลายเป็นคลองขนาดใหญ่ ๆ ให้เรือ และรถใหญ่ได้ออกมาสัญจรกันแล้ว ขณะที่พ่อแม่พี่น้องหลายคนที่ประสบภัยน้ำท่วมมานานร่วมเดือน ก็คงเริ่มรู้สึกชินกับผืนน้ำที่อยู่ตรงหน้า และหันมาพยายามปรับตัวเองให้ใช้ชีวิตอยู่ในสายน้ำได้อย่างไม่เดือดไม่ร้อนเช่นกัน เพราะถือว่านี่เป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในความทรงจำของชีวิต

          แม้ว่ารถราจะวิ่งไม่ได้เหมือนก่อน แม้ว่าสถานที่หลายแห่งจะปิด แม้ว่าใครต่อใครจะไม่ได้เดินช้อปปิ้ง จับจ่ายซื้อของตามวิถีชีวิตเดิม ๆ แต่พวกเขา...ก็ยังคงยิ้มสู้กับภัยธรรมชาติครั้งนี้ ลองมาดูภาพบรรยากาศของชาว กทม. ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสายน้ำกลางเมืองใหญ่ ไปกับเรื่องราวดี ๆ และภาพสวย ๆ ฝีมือของ คุณ Pollutor กันเล้ยยย


          เมื่อวานนี้ช่วงบ่าย ๆ หลังผมเพิ่งตื่นนอน เหตุเพราะเป็นผู้ประสบภัยว่างงาน เพื่อนท่านหนึ่งคือน้าหน่อง (miniroom) แชทมาในเฟสบุ๊กชวนออกไปถ่ายรูป ด้วยไม่ทันเตรียมตัวใด ๆ แกบอกให้ผมไปเจอแกที่บิ๊กซีอิมพีเรียลบัดเดี๋ยวนั้น ขยี้ตาให้หายง่วงเสร็จแล้วเอาเลนส์ใส่กล้องไปตัวเดียวแบบคิดอะไรไม่ออก แล้วก็ไปเลย

          เมื่อเจอกันแล้วเราก็ข้ามมาฝั่งตรงข้ามนั่งรถเมล์คันแรกที่เจอมุ่งหน้าถนนลาดพร้าว ทันทีที่รถเริ่มวิ่งถึงซอยภาวนาน้ำบนถนนก็เริ่มปรากฏให้เห็น ถนนเส้นนี้วันนี้ริมถนนแทบไม่มีคนอยู่แล้วครับ




          เอาล่ะเมื่อเราเริ่มจากถนนลาดพร้าว เพื่อเป็นการย้ำให้ความทรงจำแบบคนไทย ตามหลักจารีตนิยมก็ต้องถ่ายกับ "ป้าย" ซึ่งปกติคงทำหน้าที่เป็นแค่ป้ายบอกถนนที่เราแทบไม่แล แต่วันนี้กลับเป็นป้ายที่ทรงพลังมากกว่าเดิมเพราะข้อความในป้าย ยังปรากฏว่าเป็น "ถนน" หาใช่ "คลอง" ดังที่เห็นได้ด้วยตาไม่

         แต่ก่อนอื่นผมคงต้องกล่าวไว้ ณ ที่นี้ก่อนว่า (แถวบ้านเรียกออกตัว) ผมเองไม่ถนัดถ่ายรูปแนวนี้ เป็นปีจะถ่ายสักครั้ง ถ้ามันไม่น่าดู หรือมันไม่ตอบโจทย์ตามสถานการณ์ที่ควรจะเป็นก็อย่าถือสากัน




เท่าที่ได้ไปประสบมา เท่าที่ได้ฟังจากผู้คนที่อาศัยอยู่ในบ้าน สิ่งหนึ่งที่ซ้ำเติมก็คือคลื่นจากรถที่เข้าไปกระแทกบ้านพักอาศัยนั่นเอง และจากการสนทนาพบว่าบางท่านจะระบุว่า เกิดจากรถกระบะเป็นสำคัญ ซึ่งผมก็เห็นด้วยว่าเหล่ารถกระบะส่วนตัว "บางคัน" ขับเร็วไปจริง ๆ




ช่วงก่อนที่ผมจะกลายเป็นผู้ประสบภัย (ซอยจรัญสนิทวงศ์ 13) ตอนนั้นน้ำเริ่มเข้ามาจากด้านท้ายซอยด้วยว่าซอยเป็นซอยลึกแยกออกไปได้หลายที่ หลังจากที่แถบพุทธมณฑลจมน้ำ ด้านท้ายซอยก็เจอะชะตากรรมแบบเดียวกัน ในระหว่างนั้นวันหนึ่ง ๆ ผมมักจะขี่จักรยานไปดูด้านท้ายซอยเป็นประจำเพื่อประเมินสถานการณ์ ข้อได้เปรียบของจักรยานก็คือมันไม่ดับนี่แหละ เพราะทุกวันที่ผมขี่จักรยานไปดูน้ำนั้นเป็นประจำที่จะเห็นรถจักรยานยนต์จอดเสียเป็นระยะ เมื่อน้ำท่วมไปทั่วแบบนี้จึงไม่แปลกที่เรายังจะเห็นคนขี่จักรยานลุยน้ำเพื่อสัญจรไปอยู่เรื่อย ๆ แต่จักรยานผมไม่ได้เอาออกมาติดอยู่ในบ้านนั้น..อดขี่เลย



ตั้งแต่น้ำท่วมนี่ ว่ากันตามจริงผมเป็นประเภทกลัวลำบาก เลยไม่คิดจะถ่ายรูปน้ำท่วมเลย นอกจากมีบ้างเวลาขี่จักรยานออกไปในซอยบ้านแต่ก็พกแค่ตัวเล็กไปถ่ายเพื่อเอามาให้ที่บ้านดู แถมยังถ่ายแบบขี่จักรยานไปถ่ายไปซะอีก พอบ้านน้ำท่วมอพยพมาอยู่แถวเหม่งจ๋าย วัน ๆ ก็ว่าง งานการก็ไม่ได้ทำ ยังไม่ได้ออกไปถ่ายซะที กลัวสกปรก กลัวคัน ที่สำคัญ..กลัวแมลงสาบ แบบว่าโคตรเกลียดเลยฮะ ได้ยินจากคนอื่นว่าบางทีไปเจอมันลอยน้ำเป็นแพเลย บางครั้งแพแตกบินมาเกาะตัวเงี้ยะ


สยอง....


ผมถือว่าตัวเองโชคดีที่ยังมีที่ให้อยู่ได้แบบสบาย ๆ บางคนที่ไปไหนไม่ได้นี่น่าเห็นใจมาก แต่เอาล่ะ ถือกันซะอย่างที่ตี๋เล็กบอกในป้ายนี้แล้วกัน....ต้องท่วม เอ้ย..."ต้องได้...ทุกที่ ทุกแห่ง ทั่วประเทศ"




พูดถึงการเดินทาง บางคนโชคดีที่ขี่จักรยานได้ แต่สำหรับบางคนที่ไม่สะดวก แต่มีความจำเป็นต้องเดินทาง บางครั้งไม่พ้นก็ต้องเดินลุยน้ำแบบนี้ เท่าที่ผมเห็นขายรองเท้าบู้ทกันนั้น บอกได้ว่าหากบู้ทไม่สูงเกินเข่า มีโอกาสมากถ้าเมื่อคุณต้องเดินลุยน้ำ น้ำอาจจะเข้าไปในรองเท้าอยู่ดี เว้นแต่จะมีบู้ทแบบที่ขี้นมาถึงต้นขาถึงจะปลอดภัยหน่อย เพราะถ้าเราต้องเดินลุยน้ำมันไม่ได้หมายความแค่ระดับน้ำตอนเราเริ่มเดิน ต้องนึกถึงเวลาที่มีรถวิ่งผ่านไปด้วยน้ำจะมาเป็นคลื่นเลย น้ำนี่คันนะครับ




หนทางหนึ่งในการอยู่กับน้ำ ถ้าเราเปลี่ยนใจตัวเองจากทุกข์ให้เป็นสุขได้ก็คงเป็นสิ่งดี การที่น้ำท่วมหน้าบ้านทำให้เราเสียบางสิ่งบางอย่างไป แต่ทำให้เราได้บางสิ่งบางอย่างมาเหมือนกัน บางคนอยากมีบ้านริมน้ำอย่างแม่..ก็ได้มี บางคนอยากมีสระว่ายน้ำอยู่หน้าบ้าน..ก็ได้มี จะมีสักกี่ครั้งในชีวิตกันที่เกิดเรื่องแบบนี้ขี้นใครจะไปรู้อีกสิบปียี่สิบปี เมื่อในวงสนทนาว่ากันด้วยเรื่องน้ำท่วมกรุงเทพ
คนที่ได้แต่นั่งหน้าจ๋อยอยู่ในวงนั้น อาจเป็นคนที่น้ำไม่ได้ท่วมบ้านกับเค้าก็ได้ ใครจะไปรู้




รถคันนี้ ผมแอบเห็นในกระทู้อื่นมาบ้างแล้ว รถที่สามารถดำรงตนอยู่มวลน้ำทั้งปวง ณ บริเวณแยกรัชดา-ลาดพร้าว โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน ตอนผมเดินไปถึงเห็นคุณลุงท่านนี้กำลังกำลังถ่ายรูปรถคันนี้พอดี ผมเลยว่าไหนลุงมาเป็นแบบให้ผมถ่ายคู่รถหน่อยปะไร คุณลุงก็ยินดีครับ




จากที่แยกนี้เราเดินทางต่อไปที่แยกเมเจอร์รัชโยธิน ด้วยรถบรรทุกใจดีที่จอดแวะรับผู้ประสบภัย คนไทยไม่เคยทิ้งกันครับ ในรถแม้กายจะทุกข์แต่ก็ยังยิ้มแย้มกันได้เสมอ มีความสุขบนกองทรายจริง ๆ





สภาพถนนหน้าศาลอาญา รัชดา ช่วงสัปดาห์ก่อนที่น้ำเริ่มเข้ามาที่ถนนเส้นนี้ มีอยู่คืนหนึ่งที่ผมขับรถเข้ามาดูอยู่เหมือนกัน คงเป็นภาพที่ระลึกในความทรงจำ ผมนึกเอาเองในคืนนั้นยามสี่ทุ่มว่าเหมือนเมืองซอมบี้ เมืองร้าง อะไรเทือกนั้น น้ำที่สีขุ่นเข้ม กับถนนที่แทบร้างผู้คนและรถสัญจร ขอให้ได้เห็นครั้งนี้ครั้งเดียวก็พอ




ที่แยกเมเจอร์ รัชโยธิน ถือเป็นจุดที่มีการบริการจากเจ้าหน้าที่รัฐพร้อมทั้งรถรับส่งคนจากหลายหน่วยงาน คอยบรรเทาทุกข์ประชาชนอยู่กลางสี่แยก เพราะถือเป็นจุดเปลี่ยนรถที่จะไปในแต่ละเส้นทางด้วย สภาพสี่แยกวันนี้ก็เป็นอย่างที่เห็นครับ น้ำสูงเลยหัวเข่าขึ้นมาทีเดียว




แยกรัชโยธิน กับตึกช้าง..น้ำ




เท่าที่ตระเวนอยู่สักสองชั่วโมงกว่า ๆ นั้น ถ้าว่าถึงจุดที่น้ำไหลแรงที่สุดก็คือที่แยกรัชโยธินนี้นะครับ น้ำไหลแรงขนาดเดินแทบไม่ได้เลยขนาดน้ำขึ้นมาที่ประมาณหัวเข่าเท่านั้น เราเดินทวนน้ำนี่ขากระดิกยาก มิน่าเท่าที่ผมฟังจากคนที่รู้จักเล่า บอกว่าตอนหนีออกมาแต่ละคนใช้เวลานานมาก ๆ เพราะเค้าบอกว่ามันเดินไม่ได้ หยุดก็ไม่ได้ หยุดก็น้ำค่อย ๆ ขึ้นสูง เดินก็ก้าวเท้าแทบไม่ออก น้ำมันแรง
ลองสังเกตดูที่ขาของน้อง ๆ เค้าก็ได้ จะเห็นเลยว่าน้ำไหลเชี่ยวจริง...




คอนเซปต์ของผมนี่ก็คงตามหัวกระทู้ คือผมคงไม่เสนอภาพแบบหดหู่ ดูแล้วสะท้อนสังคม เพราะผมอยากให้ยิ้มกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมากกว่า คุณป้าท่านนี้กำลังนั่งเรือยางแบบผู้ประสบภัย ผมเดินเข้าไปขอถ่ายรูป ท่านก็ยัง..ยิ้มได้..แถมยังจะตามมาเก็บรูปในเฟซบุ๊กอีกตะหาก จดเบอร์ผมไปเลย รอให้โทรมาอยู่จะได้ส่งให้ เมื่อผู้ประสบภัยยิ้มได้ ผู้เข้าไปช่วยเหลือยิ้มได้ เราก็ยิ้มกับชีวิตได้





ที่แยกรัชโยธิน นอกจากเราจะมีตึกช้าง..น้ำ แล้วยังไม่พอ เรายังมีชาวบ้านบางส่วนที่รอดน้ำท่วมได้เพราะกำลังนั่งบนม้า..น้ำ




ก่อนออกจากแยกรัชโยธิน อย่าลืมกันนะครับทุกคนขอให้..ยิ้มได้ เมื่อภัยมา โฆษณาให้เค้าสุด ๆ ตังค์ก็ไม่ได้เล๊ยยย 555





จากแยกรัชโยธิน เราโดยสารกันด้วยรถเมล์ไปต่อกันที่ห้าแยกลาดพร้าว ขอบคุณพี่ ๆ รถเมล์ที่ยังไม่หยุดวิ่ง ในภาพเป็นผู้ร่วมโดยสาร น้ำนี่จ่ออยู่ขอบประตูรถกันเลยทีเดียว




เซ็นทรัล ลาดพร้าว




ผมได้คุยกับเฮียร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดว่า ทำไมกั้นกระสอบทรายแล้วน้ำเต็มบ้านเลย แกบอกว่ากระสอบทรายนี่เพิ่งเอามาวาง ก่อนหน้านี้กั้นโดยใช้ปูน วิธีการคือให้ช่างมาก่อปูนกันน้ำไว้ยาวเลยติดกันประมาณห้าตึกได้เท่าที่ผมเห็น แล้วทีนี้รถที่วิ่งผ่านไปผ่านนี่แหละ ไม่ค่อยชะลอกันน้ำเลยกระแทกซะปูนแตกไปสามบ้าน น้ำก็เลยเข้าบ้านดังสภาพที่เห็น แกก็เลยเพิ่งวางกระสอบทราย กันแรงกระแทก





ช่วงท้ายนี้ก็จะเป็นภาพบรรยากาศยามเย็นของบริเวณห้าแยกลาดพร้าวนะครับ ก็แปลกตาดี ยามเย็นแสงดี ๆ แบบนี้ ด้านล่างก็ดูเป็นคลอง แต่มีรถวิ่งซะงั้น




ยูเนี่ยน มอลล์





สะพานข้ามแยก..เวอร์ชั่น เรือ




สะพานข้ามแยก เวอร์ชั่น รถ




จริง ๆ มันเป็นห้าแยก เลยหามุมที่ดูเหมือนมีถนนหลายเส้นหน่อย เพิ่มสะพานลอยไปอีกอัน



หันหน้ากลับไปจะเห็นเซ็นทรัลลาดพร้าวอีกสักที




เผื่อใครเคยต้องไปจอดรถที่ลานนี้ ซึ่งผมเคยอยู่เหมือนกัน ค่าจอดแพงซะด้วย ฮ่าา




พี่รปภ. ก็ยังต้องทำหน้าที่ฮะ




ข้างยูเนี่ยนมอลล์ ยืนรอรถมอไซด์กันเป็นระเบียบดีมาก อยากให้เป็นแบบนี้ทุกที่จังครับ สุดท้ายขอบคุณรถบรรทุกของ..มติชน..พาผมมาส่งที่บิ๊กซีอิมพีเรียล เราจะผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน






คิดอย่างไรกับกระทู้นี้ แชร์ความเห็นของคุณกันเลย