ของขวัญปีใหม่! สุขุมพันธุ์ คาด กรุงเทพฯ แห้งหมดภายในสิ้นปี




เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ภาพประกอบโดย Wutthichai/Shutterstock.com

          กทม. ระดมเครื่องสูบน้ำ 57 เครื่อง เตรียมกู้ 4 หมู่บ้านในกรุงเทพฯ ขณะที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ระบุ หากไม่มีน้ำใหม่เข้ามา ภายในสิ้นปีแห้งแน่

          เมื่อวานนี้ (1 ธันวาคม) ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้รับความช่วยเหลือด้านเครื่องสูบน้ำจากเอกชนทั้งหมด 8 บริษัท 36 เครื่อง และรับจากหน่วยงานราชการ 2 หน่วยงาน 21 เครื่อง รวมเป็น 57 เครื่อง  ซึ่งจะเริ่มช่วยเหลือหมู่บ้านที่มีน้ำท่วมขัง 4 หมู่บ้านก่อน ได้แก่
 
          1.หมู่บ้านโกสุมนิเวศน์ 2 เขตดอนเมือง จะระบายน้ำเข้าสู่คลองตาอูฐและคลองบางพุด

          2. ซอยแจ้งวัฒนะ 14 เขตหลักสี่ จะระบายน้ำลงคลองเปรมประชากร คลองบางตลาด และท่อระบายน้ำ

          3. เคหะชุมชนทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ จะระบายน้ำสู่คลองตาอูฐ

          4. ถนนรามอินทราซอย 1-39 เขตบางเขน จะสูบน้ำลงคลองถนนและคลองกระเฉด

          ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ยังกล่าวอีกด้วยว่า คาดว่าการเร่งสูบน้ำน่าจะเสร็จสิ้นภายใน 14 ธันวาคม โดยหลักการที่สำคัญของการสูบน้ำคือ ต้องปิดล้อมพื้นที่ไม่ให้น้ำเข้ามาอีก และใช้เครื่องสูบน้ำจำนวนมากเร่งระบายน้ำที่ท่วมขังลงสู่คลอง แต่ในส่วนของหมู่บ้านเศรษฐกิจ และเขตบางแค ยังไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะเป็นพื้นที่กว้าง ปิดล้อมได้ยาก อีกทั้งน้ำในคลองทวีวัฒนายังสูงมาก หากสูบน้ำออก ก็จะทำให้น้ำไหลกลับเข้ามาในพื้นที่ได้ อย่างไรก็ตาม หากระดับน้ำในคลองทวีวัฒนาลดลง ก็จะเร่งเข้าไปช่วยสูบน้ำออกจากหมู่บ้านเศรษฐกิจ และพื้นที่อื่น ๆ ทันที

          ทั้งนี้ ผู้ว่าฯ กทม. เชื่อว่า ถ้าไม่มีน้ำใหม่เติมเข้ามา น้ำที่ท่วมขังในกรุงเทพฯ น่าจะแห้งหมดก่อนวันสิ้นปีนี้
 



อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก



[1 ธันวาคม]ศปภ.แจงน้ำเหนือเหลือไม่มาก-ไม่นาน กทม.แห้ง




เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก Thai PBS

          ศปภ.แจงน้ำเหนือเหลือลง กทม.-ปริมาณอีก 1,500 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ไม่น่าห่วง หลายพื้นที่แห้งแล้ว ฝั่งตะวันตกอีก 10 วัน น้ำกลับเข้าระบบ ขณะที่ฝั่งตะวันออกระบายลงคลองได้ดีกว่า

          เมื่อคืนที่ผ่านมา (30 พฤศจิกายน) ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ องค์การมหาชน หรือ สทอภ. ในฐานะคณะทำงานบริหารจัดการระบายน้ำในพื้นที่ที่เกิดสาธารณภัยร้ายแรง และ โฆษก ศปภ. เปิดเผยถึงสถานการณ์อุทกภัยขณะนี้ว่า จากการตรวจสอบด้วยภาพถ่ายดาวเทียมพบว่า ขณะนี้ยังมีน้ำท่วมขังอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างจนถึงกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลอีก 7,000 ล้านลูกบาศก์เมตร จากเดิมที่ในช่วงต้นเดือนถึงกลางเดือนตุลาคมเคยมีน้ำถึง 16,000 ลูกบาศก์เมตร แสดงว่าในช่วง 1 เดือนเศษที่ผ่านมาน้ำถูกระบายออกไปแล้วกว่า 9,000 ลูกบาศก์เมตร โดยน้ำกว่า 3 ใน 4 ถูกระบายลงแม่น้ำลำคลองตามธรรมชาติ และอีกส่วนเป็นน้ำหลากที่ถูกดึงเข้าสู่ระบบการผันน้ำลงทะเล

          ดร.อานนท์ กล่าวต่อว่า สำหรับน้ำที่ท่วมขังในภาคเหนือตอนล่าง ตั้งแต่จังหวัดสุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ มีประมาณ 600 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่เป็นเพียงน้ำค้างทุ่งที่เก็บไว้ใช้ทำนา ดังนั้นน้ำส่วนนี้จะไหลลงมาในลำน้ำไม่มากนัก จึงไม่ต้องกังวล ส่วนน้ำที่ขังอยู่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาทางภาคกลางนั้น มีประมาณ 1,900 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนหนึ่งจะไหลออกไปทางด้านตะวันออกของจังหวัดปทุมธานี แต่ส่วนใหญ่จะเป็นน้ำค้างทุ่งที่จะไหลลงมาที่แม่น้ำเจ้าพระยา ดังนั้นเท่ากับว่า ยังเหลือน้ำที่จะไหลลงมายังกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก ฝั่งตะวันออก และปริมณฑล อีกไม่เกิน 1,500 ล้านลูกบาศก์เมตร คือฝั่งละประมาณ 700-800 ล้านลูกบาศก์เมตร และส่วนหนึ่งจะถูกผันเข้าสู่คูคลอง เพื่อลงทะเลต่อไป โอกาสที่น้ำจะหลากลงมาตรง ๆ จึงมีน้อย

          โฆษก ศปภ. ระบุอีกว่า หากมองในภาพรวมถือว่าสถานการณ์เช่นนี้อยู่ในสภาวะที่คุมได้แล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่จะแห้งหมด เพราะยังคงมีน้ำหลากที่ยังเหลืออยู่บ้างทางฝั่งตะวันตก แต่ขณะนี้น้ำแต่ละจุดเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เคยลดระดับลงช้า ๆ แสดงว่า ได้ผ่านจุดที่แรงที่สุดมาแล้ว เหลือเพียงการกระจายน้ำไปในระดับพื้นที่ โดยจากการตรวจสอบปริมาณน้ำที่ท่วมขังในกรุงเทพฯ และปริมณฑลจากภาพถ่ายดาวเทียมเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน ก็พบว่า ยังมีน้ำท่วมขังอยู่ 1.26 ล้านไร่ ลดลงไป 1.49 ล้านไร่ภายใน 2 สัปดาห์ 

          สำหรับสถานการณ์ในฝั่งตะวันตกนั้น ดร.อานนท์ ระบุว่า ทางฝั่งตะวันตกยังมีน้ำท่วมขังมากกว่าฝั่งตะวันออก เพราะการระบบคูคลอง ระบบคันกั้นน้ำ สถานีสูบน้ำขนาดใหญ่ทางฝั่งตะวันตกมีน้อย และด้อยประสิทธิภาพกว่าทางฝั่งตะวันออก ทำให้การระบายน้ำเป็นไปได้ช้ากว่า แต่หลายพื้นที่คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น อย่างเช่น บางกรวย บางบัวทอง ไทรน้อย ลาดบัวหลวง หลายจุดเริ่มแห้งแล้ว แต่โดยรวมพื้นที่ส่วนใหญ่น่าจะกลับเข้าสู่ระบบ อีกประมาณ 10 วัน

          ขณะที่พื้นที่ฝั่งตะวันออก ยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มของเมืองเอก ดอนเมือง หลักสี่ ซึ่งน้ำจะถูกระบายลงระบบคลองเปรมประชากร และคลองลาดพร้าว ขณะที่กรมชลประทานก็ได้เข้าไปร่วมมือกับเทศบาลนครรังสิต จังหวัดปทุมธานี ชุมชนเชียงราก เชื่อว่าอีกไม่นาน พื้นที่เหล่านี้จะเริ่มแห้ง ส่วนพื้นที่อำเภอลำลูกกา ต่อเนื่องเขตสายไหม อาจต้องใช้เวลาอีก 2-3 วัน ระดับน้ำในคลองรังสิตประยูรศักดิ์ และคลองหกวาสายล่างจึงจะกลับเข้าสู่ตลิ่งทั้งหมด



อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก





[30 พฤศจิกายน] สุขุมพันธุ์ เตรียมเปิดประตูระบายน้ำสูงขึ้น 4 แห่ง


 

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ครอบครัวข่าว 3


          ผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ เตรียมเปิดประตูระบายน้ำ 4 แห่งสูงขึ้นกว่าเดิม หลังน้ำทะเลหนุนสูงต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ สถานการณ์ไม่น่าเป็นห่วงอย่างที่คิด

          วันนี้ (30 พฤศจิกายน) ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า วันนี้น้ำทะเลหนุนสูงในระดับที่ต่ำกว่าที่คาดไว้มาก จากเดิมที่คาดไว้ว่าน่าจะสูงในระดับเดียวกับปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่วันนี้กลับวัดได้ 1.25 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง แสดงว่า สถานการณ์น้ำเริ่มเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว อีกทั้งน้ำในคลองสำคัญอย่างคลองรังสิต ก็เริ่มลดลง จาก 3.03 เมตร เหลือ 2.81 เมตร จะทำให้กรุงเทพฯ ไม่น่าเป็นห่วง

          ด้านสถานการณ์ที่ประตูระบายน้ำพระยาสุเรนทร์ มีการลดประตูจาก 1.5 เมตรเป็น 1 เมตรตามเดิม เมื่อคืนที่ผ่านมา เชื่อว่าน่าจะเป็นประชาชนกลุ่มเดียวกันกับที่ไปเปิดประตูระบายน้ำเมื่อวานนี้ ทาง กทม. ก็จะเปิดประตูระบายน้ำเพิ่มเป็น 1.3 เมตร หลังพบว่าสถานการณ์น้ำเริ่มดีขึ้น ดังนั้น ทาง กทม. เตรียมเปิดประตูระบายน้ำพระยาสุเรนทร์เพิ่มอีก 3 แห่งทันที ได้แก่

          1. ประตูระบายน้ำคลองสามวา จากเดิม 0.8 เมตร เป็น 0.9 เมตร เพื่อระบายน้ำจากคลองหกวาสายล่างลงคลองแสนแสบ มุ่งสู่อุโมงค์ยักษ์

          2. ประตูระบายน้ำลำบึงขวาง จาก 1 เมตร เป็น 1.2 เมตร เพื่อระบายน้ำจากคลองหกวาสายล่าง ลงคลองประเวศ มุ่งสู่อุโมงค์ยักษ์

          3. ประตูระบายน้ำลาดกระบัง จาก 1 เมตรเป็น 1.2 เมตร ระบายน้ำจากคลองหกวาสาย จากคลอง 7-12 ลงคลองประเวศ มุ่งสู่อุโมงค์ยักษ์

          ทั้งนี้ ถ้าหากไม่กระทบกับพื้นที่ใกล้เคียง ก็จะเปิดประตูสูงขึ้นอีก

          ส่วนเรื่องความเสียหายจากน้ำท่วมนั้น ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า ไม่สามารถประเมินได้จนกว่าถนนทุกสายจะแห้ง ส่วนเรื่องผลโพลที่ประชาชนกรุงเทพฯ พอใจการทำงานของตนเกินครึ่ง ตนไม่ได้สนใจ ขอให้คนกรุงเทพฯ มีความสุขเพียงพอ เพราะได้รับความทุกข์จากเหตุการณ์ครั้งนี้มามากพอแล้ว

 

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก



[28 พฤศจิกายน] กทม.หลายพื้นที่น้ำลดลงแล้ว-คลองหกวาน้ำยังเสมอตลิ่ง





สรุปประเด็นข่าวโดยกระปุกดอทคอม


          หลายพื้นที่ กทม.เริ่มเฮ! ระดับน้ำลดลงตั้งแต่ 2-7 ซม. ยกเว้นคลองหกวาน้ำยังเสมอตลิ่ง วงเวียนบางเขนน้ำสูง 50 ซม. ด้าน ดร.อานนท์ชี้น้ำเริ่มกลับเข้าคูคลอง คาด ธ.ค.นี้ดีขึ้น

          สถานการณ์น้ำท่วมใน กทม.และปริมณฑลตลอดทั้งวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเริ่มลดลงในหลายพื้นที่ โดยศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย กรุงเทพมหานคร ได้รายงานสถานการณ์น้ำประจำวันที่ 27 พ.ย.ว่า สถานการณ์น้ำเหนือ ระดับน้ำเจ้าพระยาที่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา 3.17 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง (ม.รทก.) ลดลงจากวันที่ 26 พ.ย. จำนวน 6 ซม. น้ำทะเลหนุนสูงเวลา 10.00 น. ระดับ 1.35 ม.รทก. ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาตรวจวัดที่ปากคลองตลาด สูงสุดเวลา 08.15 น. อยู่ที่ระดับ 2.15 ม.รทก. ต่ำกว่าคันกั้นน้ำ 65 ซม.

          ส่วนพื้นที่เขตดอนเมือง กทม. ระดับน้ำลดลง 3 ซม., ระดับน้ำคลองหกวาสายล่าง ที่ประตูระบายน้ำคลองสอง ระดับน้ำลดลง 2 ซม., ฝั่งธนบุรี ระดับน้ำคลองมหาสวัสดิ์ ที่ประตูระบายน้ำคลองทวีวัฒนา ระดับน้ำลดลง 3 ซม.

          รายงานระบุว่า ภาพรวมสถานการณ์ใน กทม. 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา พบว่า คลองเปรมประชากร ระดับน้ำลดลง 2-7 ซม., คลองบางเขน ระดับน้ำลดลง 4-7 ซม., คลองลาดพร้าว ระดับน้ำลดลง 4-7 ซม., คลองบางซื่อ ระดับน้ำลดลง 5-7 ซม., คลองแสนแสบ ระดับน้ำลดลง 1-4 ซม., คลองประเวศบุรีรมย์ ระดับน้ำลดลง 2-4 ซม.  คลองสายหลักพื้นที่ฝั่งธนบุรีตอนบน คลองควาย ระดับน้ำทรงตัว ส่วนคลองอื่น ๆ ระดับน้ำลดลง 1-2 ซม.

          สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพฯ แจ้งว่า ยังรักษาระดับการเปิดประตูระบายน้ำที่คลองระพีพัฒน์และคลองสองสายใต้ เขตสายไหม ไว้เท่าเดิมคือ 1.05 เมตร และ 1.20 เมตร ตามลำดับ ขณะที่ระดับน้ำ ทั้งหน้าและหลังประตูระบายน้ำของทั้ง 2 แห่งลดลง แนวกระสอบทรายที่เรียงไว้ริมคลองหกวาสายล่าง รอยต่อระหว่างพื้นที่เขตลำลูกกาและพื้นที่เขตสายไหมยังอยู่ในระดับเดิม มีเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลความเรียบร้อยจำนวนหนึ่ง

          สำนักการระบายน้ำแจ้งด้วยว่า ระดับน้ำในคลองหกวาสายล่างเกือบเสมอตลิ่ง โดยระดับน้ำหน้าประตูระบายน้ำคลองสองสายใต้ที่เชื่อมต่อมาจากคลองหกวาสายล่าง สูง 2.32 เมตร ต่ำกว่าเมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2 ซม. ระดับน้ำหลังประตูระบายน้ำฯ ที่เชื่อมต่อไปยังคลองลาดพร้าว ส่งไปถึงคลองบางซื่อสูง 1.80 เมตร ต่ำกว่าเมื่อวานนี้ 2 ซม. ส่วนระดับน้ำหน้าประตูระบายน้ำคลองพระยาสุเรนทร์ ที่เชื่อมต่อมาจากคลองหกวาสายล่างสูง 2.09 เมตร ต่ำกว่าเมื่อวานนี้ 1 ซม. ระดับน้ำหลังประตูระบายน้ำฯ ที่เชื่อมต่อไปยังคลองจรเข้บัว ส่งไปถึงคลองแสนแสบ สูง 1.75 เมตร ต่ำกว่าเมื่อวานนี้ 1 ซม.

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการเดินทางจากห้าแยกวัชรพลไปจนถึงหน้าประตูระบายน้ำคลองสองสายใต้ พบว่า ระดับน้ำบนผิวถนนลดลงต่อเนื่อง บนถนนสุขาภิบาล 5 บางจุดที่พื้นที่ต่ำ มีน้ำขังประมาณ 30 ซม. ส่วนใหญ่รถเล็กสามารถสัญจรได้ แต่พบว่า น้ำที่ท่วมขังนานทำให้เกิดตะไคร่น้ำเกาะผิวถนน สำนักงานเขตสายไหมได้ทำความสะอาดจนผิวฟุตบาทส่วนใหญ่สะอาดแล้ว แต่บนผิวถนนยังลื่น ต้องใช้ความระมัดระวังในการเดินทาง พบรถจักรยานยนต์ลื่นล้มและประชาชนเดินล้มจากตะไคร่น้ำแล้วหลายราย

          ส่วนการเดินทางบนถนนรามอินทรา ตั้งแต่แยกวงเวียนบางเขน มีน้ำท่วมขังประมาณ 30-50 ซม. จนถึงซอยรามอินทราซอย 7 จากนั้นน้ำบนผิวถนนแห้ง แต่ในซอยรามอินทราหลายซอยมีน้ำขังสูงนานนับเดือน เช่น รามอินทรา ซอย 37 ที่ระดับน้ำสูงประมาณ 50 ซม.

          อย่างไรก็ตาม แม้ระดับน้ำเริ่มลดลงหลายพื้นที่ แต่ในบางพื้นที่ระดับน้ำก็ยังท่วมขังสูง โดยเฉพาะพื้นที่เขตดอนเมือง ระดับน้ำโดยเฉลี่ยในพื้นที่ยังท่วมขังสูงประมาณ 20-45 ซม. จุดท่วมสูงสุดอยู่ที่ถนนสรงประภา ประมาณ 45 ซม. ซึ่งเป็นผลมาจากการสูบน้ำในพื้นที่ลงคลองเปรมประชากรและคลองรังสิตประยูรศักดิ์

          ด้าน ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา หนึ่งในคณะทำงานบริหารจัดการน้ำของ ศปภ. เปิดเผยกับสำนักข่าว INN ว่า สถานการณ์ขณะนี้ดีขึ้นตามลำดับ น้ำลดในหลายพื้นที่ และกำลังเร่งหาทางระบายน้ำออกสู่ทะเล ซึ่งจากสถานการณ์ก็แสดงให้เห็นว่า การระบายน้ำค่อนข้างได้ผล คาดว่า ภายในสัปดาห์แรกน้ำจะกลับสู่ระบบคูคลอง แต่ไม่ใช่น้ำลดทั้งหมด

          ส่วนกรณีที่ถามว่า ประชาชนจะกลับเข้าทำความสะอาด บ้านพักของตนเองนั้น ต้องรอสำรวจอีกครั้งว่า พื้นที่ใดเป็นที่ลุ่มต่ำ ระบายน้ำช้า ก็ยังไม่สามารถกลับเข้าพื้นที่ได้ แต่บางพื้นที่ระบายน้ำได้เร็วก็สามารถกลับเข้าไปในบ้านเรือนของตนเองได้แล้ว

          ทั้งนี้ ทาง ศปภ. ได้มีการจัดตั้ง ศปภ. จังหวัด เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชน ในการระบายน้ำในแต่ละพื้นที่แล้ว ซึ่งในส่วนนี้ น่าจะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้มาก อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่แต่ละแห่ง แต่ละชุมชน ก็จะต้องมีระบบการบริหารจัดการระบายน้ำของตนเองด้วย



ขอขอบคุณข้อมูลจาก






[25 พฤศจิกายน] ผู้ว่าฯ กทม.แจงต้องกั้นน้ำ ปล่อยไหลธรรมชาติไม่ได้

สุขุมพันธ์ บริพัตร


ผู้ว่าฯ กทม.กั้นน้ำปล่อยธรรมชาติไม่ได้ (ไอเอ็นเอ็น)

          ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แจงข้อเรียกร้องนักวิชาการ ประชาชน เลิกขวางทางน้ำ ชี้ปล่อยไหลตามธรรมชาติไม่ได้ ยินดี เปิดประตูระบายน้ำช่วยชาวปริมณฑล แต่ต้องคำนึงผลกระทบ กทม.

          เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. เปิดเผยผ่านรายการเปิดข่าวเด่นเจาะประเด็นดัง ทางคลื่น FM 102.75 MHz ว่า เกี่ยวกับการเปิดประตูระบายน้ำว่า เดิมการจัดการระบบระบายน้ำของ กทม. เพื่อระบายน้ำท่วมขัง เนื่องจากฝนตกหนัก แต่ในครั้งนี้ ต้องระบายน้ำหลากจากตะวันออกไปตะวันตกด้วย ทำให้เกิดปัญหาอย่างที่เป็นอยู่

          ส่วนการทำงานร่วมกับ ศปภ. ที่หลายคนมองว่าเป็นปัญหานั้น ก็ยืนยันว่า ทำงานภายใต้ความร่วมมือการหารือทั้งสิ้น เช่น การเปิด 3 ประตูน้ำริมคลองมหาสวัสดิ์ 1 เมตร แต่ก็ได้ขอเวลาไว้ 48 ชั่วโมง เพื่อประเมินผลกระทบเช่นกัน ซึ่งเช้านี้ก็จะได้มีการประเมินกันอีกครั้ง แต่ก็ดีใจที่ ประตูระบายน้ำของกรมชลประทาน ที่ประตูน้ำฉิมพลี เป็นไปตามที่ขอไว้เช่นกัน

          ส่วนกรณีชาวบ้านรื้อคันบิ๊กแบ็ก เพราะอยากรู้แนวทางการระบายน้ำ ยืนยันว่า พูดมาโดยตลอดว่า ตามที่หลายฝ่ายขอให้เปิดนั้น ยินดีทำ แต่ส่วนอื่น ๆ ก็ต้องเปิดด้วย หรือปิดเพื่อผ่อนคลายการรับน้ำด้วย และอยากเรียกร้องให้ทุกฝ่ายมีการหารือกันทุกครั้ง อย่าพยายามทำอะไรตามอารมณ์ เพราะมีแต่ความเสียหาย

          สำหรับเหตุที่มีหลายฝ่ายทั้งนักวิชาการและประชาชน พยายามเรียกร้องให้ กทม. เปิดทางให้น้ำผ่านตามธรรมชาตินั้น ยืนยันว่า ทำไม่ได้แน่นอน เพราะว่า กทม. เป็นพื้นที่ศูนย์รวมของสถานที่ราชการ สถานที่สำคัญทางธุรกิจ จึงไม่สามารถที่จะปล่อยให้น้ำเข้ามาได้แบบเสรี






รออีก 3 สัปดาห์...กรมชลฯ เผย กรุงเทพฯ แห้งหมด

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          กรมชลประทาน เผย กรุงเทพฯ อาจใช้เวลา 3 สัปดาห์กว่าน้ำจะแห้ง เหตุพื้นที่ต่ำกว่าตลิ่ง จำเป็นต้องใช้เครื่องสูบน้ำสูบน้ำออกสถานเดียว นอกจากนี้ยังมีมวลน้ำเหลืออยู่ราว 4,500 ล้าน ลบ.ม.

          วานนี้ (24 พฤศจิกายน) กรมชลประทานเปิดเผยว่า ตอนนี้มีมวลน้ำที่ยังเหลืออยู่ประมาณ 4,500 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) แบ่งเป็นน้ำที่ล้นตลิ่ง ขังในแก้มลิง และขังในที่ลุ่มต่ำประมาณ 3,500 ล้าน ลบ.ม. น้ำที่รอระบายออกผ่านแม่น้ำ 3 สายคือ แม่น้ำเจ้าพระยา บางปะกง ท่าจีน ประมาณ 1,500 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งมวลน้ำทั้งหมดนี้สามารถระบายละทะเลได้วันละ 300-500 ล้าน ลบ.ม.

          โดยกรมชลประทาน คาดว่าจะใช้เวลา 5 วันระบายน้ำที่ล้นตลิ่งจนกลับสู่ภาวะปกติ แต่ยังไม่รวมน้ำที่ค้างตามทุ่งหรือขังในพื้นที่ต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ซึ่งพื้นที่เหล่านี้อยู่ต่ำกว่าตลิ่ง ทำให้มีวิธีระบายคือการสูบน้ำออกมาอย่างเดียว จึงอาจจะต้องใช้เวลาร่วม 3 สัปดาห์ในการดำเนินการกว่าจะเสร็จสิ้น

          ทั้งนี้ การที่น้ำทะเลหนุนสูงในวันที่ 27-29 พฤศจิกายนนี้ ไม่มีผลต่อการระบายน้ำลงทะเลมาก เนื่องจากน้ำทะเลหนุนสูงเพียงวันละ 2 ครั้ง ไม่ได้หนุนสูงทั้งวัน




อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก



[25 พฤศจิกายน] กทม.แถลงคลองทวีวัฒนาน้ำเพิ่ม จับตา 3 ประตูระบายน้ำ




กทม.แถลงคลองทวีวัฒนาน้ำเพิ่ม จับตา 3 ประตูระบายน้ำ (ไอเอ็นเอ็น)

           ผู้ว่าฯกทม. แถลงสถานการณ์น้ำในพื้นที่ หลังเปิด ประตูระบายน้ำ 3 แห่ง เขตทวีวัฒนา เฝ้าระวังน้ำสูงขึ้น 48 ช.ม. ส่วน การรื้อบิ๊กแบ็ก ไม่ส่งผลต่อระดับน้ำ

           ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แถลงถึงสถานการณ์น้ำโดยรวมทั่วไป ขณะนี้ดีขึ้นตามลำดับ ทั้งนี้ ระดับน้ำในคลองสายหลักมีปริมาณลดลง ขณะที่ระดับน้ำในคลองรังสิตประยูรศักดิ์ ลดลงอย่างต่อเนื่อง สำหรับการเปิดประตูระบายน้ำทั้ง 3 แห่ง ที่ประตูระบายน้ำขุนศรีบุรีรักษ์ ประตูระบายน้ำคลองควาย และประตูระบายน้ำคลองซอย ริมแนวคลองมหาสวัสดิ์ ส่งผลให้ระดับน้ำด้านในเพิ่มสูงขึ้น 2 เซนติเมตร ส่วนคลองทวีวัฒนา ระดับน้ำก็เพิ่มขึ้นด้วย

           ซึ่งหลังจากนี้ กรุงเทพมหานคร จะต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำภายใน 48 ชั่วโมง เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น ขณะที่การรื้อแนวบิ๊กแบ็กที่แยก คปอ. ถนนพหลโยธิน วานนี้ จากการประเมินจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีผลกระทบต่อพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพมหานคร แต่อย่างใด

           นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึง ปัญหาการจัดเก็บขยะในช่วงสถานการณ์น้ำท่วมที่เมื่อวานนี้ กทม. สามารถจัดเก็บได้ถึง 9,544 ตัน จากปกติเก็บได้ที่ 8,500 ตัน สำหรับ พื้นที่ ที่ยังประสบภัยน้ำท่วม ทั้ง 25 เขต สามารถเก็บได้ จำนวน 4,540 ตัน จากปกติเก็บได้ที่ 4,313 ตัน ขณะที่ กทม. ยังคงเป็นห่วงพื้นที่ ที่ยังประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ เขตดอนเมือง หนองแขม และบางแค ซึ่งขณะนี้เองยังคงเก็บได้น้อยอยู่เพียงร้อยละ 60% ของพื้นที่เท่านั้น และหลังจากนี้ กทม. จะเร่งเก็บขยะเพื่อแก้ไขปัญหาขยะตกค้างให้โดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ตาม ขีดความสามารถในการรองรับขยะ เพื่อนำมากำจัดโดยฝังกลบและทำเป็นปุ๋ยหมักนั้น ทาง กทม. ยังคงพอรับมือได้อยู่






[23 พฤศจิกายน] ชี้รื้อบิ๊กแบ็ก คปอ.ส่งผล กทม.ระบายน้ำได้ช้า






กทม.ชี้รื้อบิ๊กแบ็ก คปอ.ทำ กทม.ระบายน้ำช้า (ไอเอ็นเอ็น)

           รองปลัดกรุงเทพมหานคร เผย ชาวบ้านรื้อคันบิ๊กแบ็กแยก คปอ. ส่งผลให้ กทม.ระบายน้ำได้ช้าและอาจทำให้น้ำท่วมเขตสายไหมเพิ่มขึ้น

           เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 23 พฤศจิกายน 2554 นายจุมพล สำเภาพล รองปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงกรณีที่มีประชาชนเข้ารือคันบิ๊กแบ็กย่านดอนเมือง ที่บริเวณสี่แยก คปอ.นั้น จะส่งผลให้การระบายน้ำของ กทม.ทำได้ช้าลง รวมถึงทำให้พื้นที่ที่ยังคงมีน้ำท่วมขังอยู่เดิมกินระยะเวลานานมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ขีดความสามารถในการระบายน้ำในคลองสายหลักต่าง ๆ ของ กทม. ยังคงสามารถรับได้อยู่ เนื่องจากปริมาณน้ำในคลองได้พร่องลงจากการเร่งระบายออก ขณะที่ กทม.สามารถลดปริมาณน้ำในคูน้ำข้างทางได้อย่างมาก

           แต่สำหรับการรื้อบิ๊กแบ็กดังกล่าว อาจจะให้มีปริมาณน้ำในพื้นที่ต่าง ๆ อาทิ แยกเกษตรฯ เสนานิคม ลาดพร้าว จะต้องใช้ระยะเวลาในการระบายน้ำนานขึ้นจากเดิม 4 - 5 วัน รวมถึงพื้นที่สายไหมตอนใต้ ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากน้ำในคลองหมอนสี่สิบ ที่อยู่ใต้ประตูระบายน้ำคลองสอง มีระดับน้ำสูงขึ้น และไหลบ่าไปทางตอนใต้เพิ่มสูงขึ้นอีก 1 - 2 เซนติเมตร

           ทั้งนี้ ล่าสุด กทม. ได้ประสานไปยัง กรมชลประทาน ให้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม บริเวณด้านใต้คลองรังสิต เพื่อเร่งสูบน้ำทางตอนเหนือของเขตดอนเมือง ออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาโดยเร็ว


เปิดประตูน้ำคลองมหาสวัสดิ์ ทำน้ำท่วมทวีวัฒนา






             เจ้าหน้าที่ควบคุมประตูระบายน้ำ เผยเปิดประตูระบายน้ำคลองมหาสวัสดิ์ 3 แห่ง ในระดับ 1 เมตร ส่งผลให้น้ำไหลเข้าท่วมพื้นที่เขตทวีวัฒนามากขึ้น

             ภายหลังจากที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ประเมินผลกระทบสถานการณ์น้ำก่อน 30 ชั่วโมง ในพื้นที่โดยรอบของประตูระบายน้ำ 3 แห่ง ประกอบด้วย ประตูระบายน้ำคลองขุนศรีบุรีรักษ์ ประตูระบายน้ำคลองควาย และ ประตูระบายน้ำคลองซอย ที่ระดับ 75 เซนติเมตร เพื่อระบายน้ำจากพื้นที่ จ.นนทบุรี และบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชน ซึ่งปรากฏว่ามีผลกระทบเกิดขึ้นอยู่ในเขตจำกัดดังนั้นกรุงเทพมหานคร จึงยอมเปิดประตูระบายน้ำ ทั้ง 3 แห่ง ที่ระดับ 1 เมตร ตามข้อตกลงที่ได้หารือร่วมกับ ศปภ.

             ทั้งนี้ จากการตรวจสอบไปยังเจ้าหน้าที่ ที่ยังปฏิบัติงานประจำประตูระบายน้ำทั้ง 3 แห่ง ล่าสุดเมื่อช่วงค่ำวันนี้ (23 พฤศจิกายน) ทราบว่า ทางเจ้าหน้าที่นั้นได้มีการเปิดประตูระบายน้ำที่ระดับ 1 เมตร หลังจากที่ได้รับคำสั่งทันที เมื่อเวลา 17.30 น. ที่ผ่านมาแล้วส่งผลให้น้ำจากคลองมหาสวัสดิ์ไหลเข้าท่วมมายังพื้นที่เขตทวีวัฒนามากขึ้น

             อย่างไรก็ตาม สำหรับน้ำที่บริเวณประตูระบายน้ำคลองทวีวัฒนา ซึ่งยังคงเปิดบานประตูอยู่ที่ 50 เซนติเมตร พบว่า ระดับน้ำเหนือประตูระบายน้ำเมื่อเวลา 20.00 น. อยู่ที่ 2.51 เมตร ลดลง 2 เซนติเมตร ระดับน้ำด้านในประตู 1.78 เมตร ลดลง 1 เซนติเมตร ระดับน้ำเหนือประตูและในประตูต่างกันอยู่ที่ 73 เซนติเมตร









[21 พฤศจิกายน] อานนท์ คาด 2-3 สัปดาห์ กรุงเทพฯ ฟื้นฟูได้




เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          อานนท์ คาดกรุงเทพฯ ฟื้นฟูได้ใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า ยังเหลือน้ำเร่งระบายลงคลองอีกไม่มากขณะที่ภาพรวมฝั่งตะวันตกน่าจะดีขึ้นในสัปดาห์แรกเดือน ธ.ค. รับจัดการคนยากกว่าจัดการน้ำ

          เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เลขานุการคณะทำงานบริหารจัดการระบายน้ำในพื้นที่สาธารณภัยร้ายแรง และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) กล่าวถึงสถานการณ์ภาพรวมของกรุงเทพมหานครขณะนี้ว่า ไม่น่าห่วงอะไร เพราะกำลังเร่งจัดการระบายน้ำที่อยู่นอกระบบให้ลงคูคลอง คิดว่าภายใน 2-3 สัปดาห์ จะเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูได้ เนื่องจากหลังจากกรุงเทพมหานครถูกน้ำท่วมมากว่า 2 เดือนเศษ ทำให้ขณะนี้บางจุดยังเหลือน้ำอีกประมาณ 10% ที่จะต้องเร่งระบายออก จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู

          ในส่วนของพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตกที่มีคนประเมินว่า ชาวบ้านจะต้องทนอยู่กับนานไปอีกนานนับเดือนนั้น นายอานนท์ กล่าวว่า คงไม่ถึงขนาดนั้น เพราะภาพรวมสถานการณ์น้ำในพื้นที่สายหลัก พื้นที่เศรษฐกิจน่าจะดีขึ้นแล้ว อย่างเร็วที่สุด ในฝั่งตะวันตกน่าจะดีขึ้นภายในต้นเดือนธันวาคมนี้ แต่นี่หมายถึงภาพรวม ไม่ได้เจาะลงไประดับท้องถิ่น หรือแจกแจกเป็นรายหมู่บ้าน

          นายอานนท์ ยังกล่าวต่ออีกว่า ยังมีอุปสรรคบางอย่างที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นปัญหาเฉพาะพื้นที่ และมีความรู้สึกของประชาชนมาเกี่ยวข้อง เช่น ชาวบ้านจุดนี้เห็นพื้นที่ตรงนั้นแห้งแล้ว และเริ่มเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู ก็อาจจะเกิดความรู้สึกอยากเป็นเช่นนั้นบ้าง ซึ่งยอมรับว่า เรื่องน้ำจัดการง่าย แต่คนจัดการยากกว่า

          ส่วนประเด็นที่มีชาวบ้านดอนเมืองและปทุมธานีเรียกร้องให้รื้อบิ๊กแบ็กนั้น นายอานนท์ กล่าวว่า คงไม่สามารถรื้อได้ทันทีวันนี้พรุ่งนี้ เพราะต้องดูเป็นจุด ๆ ไป และดูจังหวะเวลาด้วย ตามกระบวนการในการทำงานการเปิดระบายน้ำ ซึ่งเราก็ต้องเปิดบิ๊กแบ็กให้สามารถควบคุมน้ำได้ด้วย ทุกอย่างต้องอยู่บนหลักการ และจริง ๆ แล้ว เราก็เร่งสูบน้ำ และระบายน้ำลงคลองเปรมประชากรแล้ว ซึ่งชาวบ้านก็เข้าใจดี






อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก
   




[21 พฤศจิกายน] กรมชลฯ ยันคนฝั่งตะวันตกกลับบ้านได้ต้นเดือน ธ.ค. 





เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

              รมว. เกษตร ลงพื้นที่ติดตามการระบายน้ำฝั่งตะวันตก ลั่นถ้าเป็นไปตามแผน สามารถกลับเข้าบ้านได้ภายในสัปดาห์แรกของเดือนธันวาคมแน่นอน

              วันนี้ (21 พฤศจิกายน) นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงพื้นที่ทางฝั่งตะวันตก บริเวณสถานีสูบน้ำและประตูระบายน้ำ ในพื้นที่คลองทวีวัฒนาและคลองมหาสวัสดิ์ เพื่อติดตามการจัดการน้ำทางฝั่งตะวันตกตามแผนที่วางไว้ โดยจะเริ่มลดการระบายน้ำจากประตูน้ำพลเทพ เพื่อปล่อยน้ำลงแม่น้ำท่าจีน รวมไปถึงการกู้คันกั้นน้ำที่พังเสียหายในฝั่งตะวันตก อีก 1 จุด จากเดิมที่ได้ดำเนินการแล้วเสร็จไป 11 จุด

             ทั้งนี้่ นายธีระ ยังกล่าวอีกว่า ต่อจากนี้จะเร่งระดมสูบน้ำลงแม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งทางกรมชลคาดว่า ถ้าหากการระบายน้ำเป็นไปตามแผน ประชาชนในพื้นที่ฝั่งตะวันตกก็สามารถกลับเข้าบ้านได้ ภายในสัปดาห์แรกของเดือนธันวาคม

            อย่างไรก็ตาม จากการเปิดประตูระบายน้ำคลองทวีวัฒนากว้าง 50 เซนติเมตร เพื่อดึงน้ำจากคลองมหาสวัสดิ์เข้ามานั้น ส่งผลให้ปริมาณน้ำในคลองมหาสวัสดิ์ลดลงประมาณ 30 เซนติเมตร ทำให้ประชาชนในละแวกดังกล่าวต่างพอใจกับการระบายน้ำจากคลองมหาสวัสดิ์เข้าสู่คลองทวีวัฒนาเพิ่มขึ้น

ผู้ว่าฯ ฟันธง สิ้นปีนี้ กทม.แห้งทุกพื้นที่!
  

             ผู้ว่าฯ มั่นใจ ภายในสิ้นปี ทั่วทุกพื้นที่ กทม. จะไม่มีน้ำท่วม ทางด้านชาวบ้านเขตสายไหมพอใจ เปิดประตูระบายน้ำ 3 แห่ง ทำให้ระดับน้ำลด

             วานนี้ (20 พฤศจิกายน) ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร  ได้ลงตรวจพื้นที่ระดับน้ำที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดประตูระบายน้ำคลองพระยาสุเรนทร์พบว่า  ตลอดถนนสุขาภิบาล 5 ยังคงมีน้ำขังระดับ 30-50 ซม. และมีหน่วยแพทย์ของโรงพยาบาลตำรวจ ออกบริการตรวจรักษาโรคแก่ประชาชน พร้อมเหล่าทหารขับรถให้บริการรับ-ส่ง ประชาชนตลอดเส้นทาง ส่วนทางด้านสะพานเฉลิมพงศ์ ที่เชื่อมต่อระหว่าง อ.ลำลูกกา กับเขตสายไหม พบว่าระดับน้ำที่เขตสายไหมต่ำกว่าพนังกั้นน้ำ และชาวบ้านรู้สึกพอใจที่ระดับน้ำลดลงแล้ว

             ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ชาวบ้านลำลูกกา และชาวบ้านสายไหมตกลงกันได้ ในการเปิดประตูระบายน้ำ 3 แห่ง และจากการตรวจสอบวันนี้พบว่า การเปิดประตูระบายน้ำคลองหกวาสายล่างนั้น ยังไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทั้งสองฝั่งมากสักเท่าไร มีเพียงระดับน้ำในคลองพร้าว บางบัว ที่สูงขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนนิคมอุตสาหกรรมบางชันที่หลายคนเป็นกังวล ตอนนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด

             ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ยังกล่าวต่อว่า สำหรับข่าวที่ผู้ประสบภัยที่มีข่าวว่าต้องลงทะเบียนภายในวันที่ 23 ธันวาคมนั้น ว่าไม่เป็นความจริง ทางกทม. ยังไม่กำหนดวันหยุดรับเรื่องร้องเรียนแต่อย่างใด ทั้งนี้เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมยังคงไม่ปกติ และที่มีการระบุว่า ให้ถ่ายรูปบ้านที่ถูกน้ำท่วม หรือต้องแจ้งความนั้น ก็ไม่เป็นความจริง มีเพียงแต่เรื่องที่ผู้เช่าบ้านถูกน้ำท่วม ต้องหลักฐานยืนยันว่าเช่าบ้านจริงเท่านั้น ที่เป็นข้อมูลจริง

             อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าฯ กทม. ยังกล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมกทม.ว่า ต่อจากนี้ไป สถานการณ์จะคลี่คลายขึ้น และตนมั่นใจว่าภายในวันที่ 31 ทั่วทุกพื้นที่ของกรุงเทพฯ จะไม่มีน้ำขังหลงเหลืออยู่เลย


กทม.จ่อใช้คลองตาอูฐเป็นเส้นทางระบาย

          ผอ.การระบายน้ำ เผย เตรียมใช้คลองตาอูฐ เป็นเส้นทางระบายหลักอีกช่องทางหนึ่ง ยืนยัน กทม. จะเร่งสูบน้ำตามการเรียกร้องโดยเร็วที่สุด

          นายสัญญา ชีนิมิตร ผอ.สำนักการระบายน้ำ กทม. เปิดเผยว่า ล่าสุด สำนักการระบายน้ำได้ลงพื้นที่สำรวจ และวางแผนการระบายน้ำในพื้นที่เขตดอนเมือง โดยเตรียมใช้คลองตาอูฐ เป็นเส้นทางระบายหลัก อีกช่องทางหนึ่ง โดยเตรียมติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมเพื่อเร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่

          อย่างไรก็ตาม เนื่องจากระดับน้ำบริเวณประตูระบายน้ำคลองดังกล่าว มีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก หากสูบน้ำออกไป โดยไม่วางแผนป้องกัน อาจส่งผลทำให้น้ำวนกลับเข้ามาในพื้นที่ได้อีก กทม. จึงจำเป็นต้องวางแผนเตรียมการอย่างรอบคอบ

          ทั้งนี้ กทม. จะเร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่ ตามที่มีการเรียกร้องโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ขณะเดียวกัน ในส่วนของการเยียวยา เฉพาะหน้านั้น วันนี้ กทม. ยังได้นำถุงยังชีพไปแจกจ่ายให้แก่ประชาชนรวมทั้งสิ้นกว่า 1,500 ชุดแล้ว


อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก
 


[19 พฤศจิกายน] กทม.ชี้รื้อบิ๊กแบ็ก ปีหน้าน้ำถึงแห้ง!






กทม.ชี้รื้อบิ๊กแบ็ก ปีหน้าน้ำถึงแห้ง! (ไทยโพสต์)
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ครอบครัวข่าว 3

          "สุขุมพันธุ์" กร้าวขวางรื้อบิ๊กแบ็ก หวั่นระบายน้ำล่าช้าถึงปีหน้า หลังเปิดประตูคลองพระยาสุเรนทร์ 1.05 เมตร ระดับน้ำเอ่อล้นพื้นที่ใกล้เคียงวันละ 4 ล้าน ลบ.ม./วัน เตรียมประเมินสถานการณ์ใน 24 ชั่วโมง 

          หลังเกิดเหตุการณ์ชาวบ้านรื้อกระสอบทรายยักษ์หรือบิ๊กแบ็กหลายจุดอย่างต่อเนื่อง และมีการรื้อคันกั้นน้ำบริเวณคลองหกวา เขตสายไหม เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา กระทั่งมีการปาประทัดยักษ์ใส่กันจนบาดเจ็บไปหลายราย เมื่อวันศุกร์ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมคณะผู้บริหาร กทม. ลงพื้นที่ดูสถานการณ์น้ำท่วมขังบริเวณถนนสุขาภิบาล 5 เขตสายไหม ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในพื้นที่มานานกว่า 2 สัปดาห์แล้ว อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ที่ทาง กทม.ประกาศให้เป็นพื้นที่อพยพทั้งเขตอีกด้วย

          จากการตรวจสอบระดับน้ำบนพื้นผิวถนนตลอดทั้งเส้น พบว่าระดับน้ำลดลงประมาณ 20-30 ชั่วโมง ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่ยังคงอาศัยอยู่ภายในบ้านและใช้เรือในการ สัญจร รวมถึงรถบรรทุกของหน่วยงานทหารที่คอยให้บริการประชาชน ส่วนรถยนต์กระบะขนาดเล็กเริ่มสัญจรไปมาได้บ้างแล้ว 

          จากนั้นได้เดินทางไปดูที่ประตูระบายน้ำคลองพระยาสุเรนทร์ ช่วงวัดหนองใหญ่ พบว่าระดับน้ำสูงและเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ใกล้เคียง สืบเนื่องจากคลองดังกล่าวรับน้ำมาจากคลองหกวาสายล่าง ที่มีชาวบ้านรื้อกระสอบทราย ทำให้ปริมาณน้ำไหลเร็วขึ้น กทม.จึงได้สั่งการให้มีการเปิดประตูระบายน้ำที่ 1.05 เมตร เพื่อเป็นการเร่งระบายน้ำบางส่วน

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างลงพื้นที่ ชาวบ้านเขตสายไหมที่ได้รับผลกระทบเข้าร้องเรียนกับผู้ว่าฯ กทม. โดยขอให้ไม่มีการรื้อแนวกระสอบทรายเพิ่มเติม เพราะทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นบ้านเช่า ไม่มีทะเบียนบ้าน ทำให้ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐ ขณะที่ผู้ว่าฯ กทม.รับปากจะนำข้อเรียกร้องดังกล่าวเสนอต่อ ผอ.ศปภ.

          "ไม่เห็นด้วยกับการรื้อแนวกระสอบทราย เพราะจะทำให้น้ำไหลเข้ามาเพิ่มเติมในพื้นที่วันละ 4 ล้าน ลบ.ม./วัน และทำให้ยากต่อการระบายน้ำ อาจจะใช้ระยะเวลานานไปถึงปีหน้า" ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าว

          ผู้ว่าฯ กทม.กล่าวว่า ขณะนี้จะยังเปิดประตูระบายน้ำคลองพระยาสุเรนทร์ที่ 1.05 ม. และจะประเมินสถานการณ์ภายใน 24 ชั่วโมง สำหรับวันที่ 19 พ.ย.นี้ ที่จะมีการเจรจาร่วมกันระหว่างชาวบ้านและตัวแทนจาก ศปภ.นั้น ตนเองจะไม่มาเข้าร่วมเจรจาครั้งนี้ด้วย แต่จะส่งข้าราชการประจำเข้ามาหารือแทน เพราะไม่อยากให้ถูกมองว่าเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และยอมรับว่าเป็นห่วงทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นชาว กทม.หรือชาวปทุมธานี จึงอยากให้ทุกฝ่ายใช้เหตุผลเพื่อหาทางออกร่วมกัน


อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก 






[17 พฤศจิกายน] กทม.ประกาศอพยพ แสมดำ เขตบางขุนเทียนบางจุด




          กรุงเทพมหานครสั่งอพยพแขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน บางจุด ภายหลังที่ระดับน้ำขึ้นสูงอย่างรวดเร็วและไหลแรงมาก เน้นผู้ป่วย เด็ก คนชรา เป็นลำดับแรก

          กรุงเทพมหานครประกาศอพยพเพิ่มเติมในพื้นที่บางส่วนของแขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน เนื่องจากขณะนี้มวลน้ำไหลเข้าท่วมในพื้นที่เขตบางขุนเทียนเพิ่มมากขึ้น โดยระดับน้ำได้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และรวดเร็ว ทางกรุงเทพมหานครได้ประเมินสถานการณ์จากตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องโดยรอบแล้ว กรณีดังกล่าวจะก่อให้เกิดภัยอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน บริเวณ ถ.บางขุนเทียน ตั้งแต่แยกพระราม 2 ถึงทางรถไฟสายวงเวียนใหญ่มหาชัย รวมถึงประชาชนที่อาศัยอยู่ในซอยต่าง ๆ ของ ถ.บางขุนเทียน

          จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว อพยพไปยังศูนย์พักพิงที่ทางกรุงเทพมหานครจัดเตรียมไว้ หรือสถานที่ที่มีความปลอดภัย โดยให้เคลื่อนย้ายผู้ป่วย เด็ก สตรีมีครรภ์ และคนชรา เป็นลำดับแรก









คิดอย่างไรกับกระทู้นี้ แชร์ความเห็นของคุณกันเลย